NRF ทุ่ม700 ล้านบาท รุกลงทุนเหมืองขุดบิตคอยน์ 2,200 เครื่องในปีนี้

“เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์” เดินหน้านำเทคโนโลยี Blockchain ขับเคลื่อนธุรกิจตามแผนยุทธศาสตร์ต่อสู้กับโลกร้อน ทุ่มงบ 700 ล้านบาท รุกลงทุนเหมืองขุดบิตคอยน์ 2,200 เครื่องในปีนี้ ขุดได้ 50-55 BTC ต่อเดือน รองรับธุรกิจเหมืองขุดคริปโทฯ ที่ใช้พลังงานสะอาด 100% เป็นรายแรกในไทย
นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ NRF เปิดเผยว่า บริษัทนำเทคโนโลยี Blockchain มาเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนธุรกิจในระยะยาว รวมทั้งเป็นหนึ่งในแผนยุทธศาสตร์ของบริษัท ที่มีเป้าหมายสร้างความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอาหารและการเกษตร

เนื่องจาก Blockchain เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคตที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน โดยสามารถนำมาต่อยอดกับธุรกิจหลักของบริษัท เช่น การเพิ่มช่องทางสร้างรายได้, ลดต้นทุนภาคการผลิต, สามารถเข้าถึงความต้องการของผู้บริโภคได้ดียิ่งขึ้น, เพิ่มประสิทธิภาพการทำงานให้โปร่งใสและมีเสถียรภาพมากขึ้น เป็นต้น

โดยในระยะเริ่มต้นบริษัท จะรุกธุรกิจเหมืองขุด คริปโทเคอร์เรนซี (Cryptocurrency) ที่ใช้พลังงานสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกันบริษัท ได้ลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ประกอบธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด จำนวน 10 เมกะวัตต์ (MW) เพื่อรองรับการขุดบิตคอยน์จำนวน 2,000 – 2,200 เครื่อง สามารถขุดบิตคอยน์ได้ 50-55 BTC ต่อเดือน ซึ่งจะทำให้บริษัท เป็นผู้ประกอบการรายแรกในประเทศไทยที่ดำเนินธุรกิจรูปแบบ Clean Cryptocurrency โดยใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาด 100%

บริษัท คาดว่าจะใช้เงินลงทุนในเครื่องขุดบิตคอยน์ราว 700 ล้านบาท โดยแหล่งเงินทุนจะมาจากเงินทุนหมุนเวียน และเงินกู้บางส่วน ทั้งนี้ บริษัท จะสามารถรับรู้รายได้จากธุรกิจใหม่นี้ทันทีหลังจากเริ่มดำเนินการติดตั้ง เบื้องต้นคาดว่าจะใช้ระยะเวลาคืนทุน 20-30 เดือน

“เรามองว่าเทคโนโลยี Blockchain เป็นส่วนหนึ่งของแผนยุทธศาสตร์ต่อสู้กับโลกร้อนเพื่อการเติบโตในอนาคต จึงได้เริ่มศึกษาความเป็นไปได้ของธุรกิจนี้มาตั้งปีก่อน จนกระทั่งเล็งเห็นโอกาสจากการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานสะอาดมาใช้ในเหมืองขุดคริปโทฯ นอกจากนี้ เรายังวางแผนจัดตั้งบริษัทย่อยในประเทศสหรัฐ เพื่อรองรับการขยายธุรกิจดังกล่าวเพิ่มเติม เนื่องจากมีต้นทุนพลังงานที่ถูกกว่าไทยประมาณ 3 เท่า และสำคัญเนื่องจากว่าค่าไฟฟ้าคิดเป็นประมาณ 30% ของต้นทุนทั้งหมดในการขุดคริปโทฯ”

ทั้งนี้ การลงทุนดังกล่าวถือเป็นก้าวแรกของ NRF กับการลงทุนในธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล และนำเทคโนโลยี Blockchain มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินธุรกิจ ซึ่งขณะนี้บริษัท อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ที่จะขยายไปสู่ธุรกิจ Blockchain รูปแบบอื่นๆ อาทิ การใช้เทคโนโลยี smart contract เพื่อลดขั้นตอน และเพิ่มความโปร่งใสในการจัดซื้อวัตถุดิบ รวมไปถึงการใช้ NFT หรือ Non-Fungible Token เป็นเครื่องมือส่งเสริมทางการตลาดในผลิตภัณฑ์ต่างๆ ของบริษัท ซึ่งทั้งหมดนี้จะเพิ่มโอกาสการดำเนินธุรกิจและการเติบโตในอนาคต

Related Posts