เตรียมพร้อม เทรดคริปโทฯ ต้องยืนแบบเสียภาษี 2564

ภาพความเคลื่อนไหวล่าสุดของตลาดหุ้นทั่วโลก
ตลาดหุ้นสหรัฐฯ Dow Jones ปิดที่ 36,585.06 +246.76 จุด (+0.68%) S&P500 ปิดที่ 4,796.56 +30.38 จุด (+0.64%) Nasdaq 15,832.80 ปิดที่ +187.83 จุด (+1.20%) Small Cap 2000 ปิดที่ 2,269.31 +24.00 จุด (+1.07%) VIX index อยู่ที่ 16.60 (-3.60%)

ตลาดหุ้นยุโรป Euro Stoxx 50 ปิดที่ 4,331.82 +33.41 จุด (+0.78%) Dax เยอรมัน ปิดที่ 16,020.73 +135.87 จุด (+0.86%) CAC 40 ฝรั่งเศส ปิดที่ 7,217.22 +64.19 จุด (+0.90%)

ตลาดหุ้นเอเชีย (ราคาปิดวันทำการล่าสุด) ดัชนี Nikkei 225 ปิดที่ 28,791.71 -115.17 จุด (-0.40%) ดัชนี CSI 300 ปิดที่ 4,940.37 +18.86 จุด (+0.38%) ดัชนี Hang Seng ปิดที่ 23,274.75 -122.92 (-0.53%) และ SET Index ปิดที่ 1,657.62 +4.29 จุด (+0.26%)

ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ (เช้าวันที่ 4 ม.ค. 2565) ราคาทองคำ 1,804.40 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Silver ราคา 22.80 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ ราคาน้ำมันดิบ WTI 76.25 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Brent 79.21 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ราคา Cryptocurrency (เช้าวันที่ 4 ม.ค. 2565) Bitcoin 46,242 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ Ethereum 3,741.16 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ และ Binance Coin 508.91 เหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ

ภาพรวมสินทรัพย์ทั่วโลกที่ปรับตัวบวกและลบสูงที่สุดในปี 2564 (5 อันดับแรก) กลุ่มที่ปรับตัวในทิศทางบวก – น้ำมัน (+55.0%), Global REITs (+32.6%), S&P500 (+26.9%), หุ้นยุโรป (+22.2%) และหุ้นตลาดพัฒนาแล้ว (+20.1) ปรับตัวในทิศทางลบ – หุ้นตลาดเกิดใหม่ (-4.6%), ทองคำ (-3.7%), ตราสารหนี้ตลาดเกิดใหม่ (-2.3%), พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี (-2.3%) และหุ้นกู้ที่มีอันดับความน่าเชื่อถืออยู่ในระดับลงทุนของสหรัฐฯ (-1.5%)

ภาพรวมตลาดหุ้นทั่วโลกที่ปรับตัวบวกและลบสูงที่สุดในปี 2564 (5 อันดับแรก) กลุ่มที่ปรับตัวในทิศทางบวก – เวียดนาม (+35.7%), ดัชนี S&P500 (+26.9%), ดัชนี Nifty อินเดีย (+23.8%), ดัชนี Euro STOXX 600 (+22.2%) และดัชนี MSCI World (+20.1%) ปรับตัวในทิศทางลบ – ดัชนีจีน H-Shares (-14.1%), ดัชนี IBOVA บราซิล (-12.2%), ดัชนี MSCI Asia ex Japan (-6.4%), ดัชนีจีน A-Shares (-5.2%) และดัชนี MSCI EM. (-4.6%)

ภาพรวม sector ใน S&P500 ที่ปรับตัวบวกสูงที่สุดในปี 2564 (5 อันดับแรก) – Energy (+47.7%), Real Estate (+42.5%), Information Technology (+33.4%), Financials (+32.5 และ Materials (+25.0%)

ผลตอบแทนกลุ่ม REITs ในปี 2564 – สหรัฐฯ (+37.3%), Global (+32.6%), ยุโรป (+23.2%), ออสเตรเลีย (+21.6%), ญี่ปุ่น (+15.8%) และสิงคโปร์ (+0.2%) ปรับตัวในทิศทางลบ – ฮ่องกง (-3.0%) และไทย (-1.7%)

เยนเป็นสกุลเงินที่แข็งค่าเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ +11.5% และ Krona สวีเดน แข็งค่า +10.2% ขณะที่ค่าเงินยูโรอ่อนค่าเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐฯ -6.9%

กองทุนผลตอบแทนโดดเด่นปี 2564 สามารถดูได้ที่ https://www.finnomena.com/z-admin/top-fund-2021/

Market Cap. หุ้น Apple แตะ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เป็นหลักทรัพย์แรกของสหรัฐฯ ที่มูลค่าขึ้นแตะระดับ 3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ แต่ราคาปิดย่อลงมาต่ำกว่าระดับนั้น

Tesla แถลงว่าปี 2564 สามารถส่งมอบรถยนต์ทุกรุ่นกว่า 9 แสนคัน +87% จากปีก่อน

Elon Musk ยังเป็นบุคคลที่รวยที่สุดในโลก ตามมาด้วย Jeff Bezos และ Bernard Arnault โดยมหาเศรษฐกิจส่วนใหญ่อยู่ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยี

สถานการณ์ COVID-19 ทั่วโลก ยังพบตัวเลขการติดเชื้อเพิ่มค่อนข้างเยอะ โดยเฉพาะสหรัฐฯ และยุโรป ในไทย พบผู้ติดเชื้อสะสมสายพันธุ์นี้ 1,780 ราย

มุมมองการลงทุนปี 2565

BofA มองตลาดอาจจะได้รับผลกระทบจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ย ‘rates shock’ แนะนำระมัดระวังการลงทุน

BlackRock มองตลาดหุ้นยังให้ผลตอบแทนเป็นบวก และตราสารหนี้มีโอกาสให้ผลตอบแทนเป็นลบ กิจกรรมทางเศรษฐกิจจะค่อยๆ กลับมา เงินเฟ้อจะสูงกว่าระดับก่อนที่มี COVID-19 ไปอีกระยะหนึ่ง

BNP Paribas มองว่ามีโอกาสเจอ stagflation แต่ยังมองตลาดหุ้นในแง่บวก ยกเว้นตลาดจีน มองการเติบโตของเศรษฐกิจโลก +5.3%

BNY Mellon เชื่อว่าสหรัฐฯ ยังอยู่ในช่วง mid-cycle ของการฟื้นตัว เศรษฐกิจอาจจะมีการเติบโตในระดับที่ชะลอตัวลง นโยบายผ่อนคลายต่างๆ จะเริ่มลดลง แต่ตลาดหุ้นยังน่าจะสร้างผลตอบแทนที่ดีได้

Citi มองว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอจากปีก่อน +4.2% แต่การเติบโตยังถือว่าน่าสนใจ โดยยังเติบโตกว่าค่าเฉลี่ยโลก 30 ปีย้อนหลัง (+3.5%)

Credit Suisse มองว่าเศรษฐกิจโลกจะเติบโต +4.3% น่าจะมีการผ่อนคลายมาตรการ social distancing ขึ้น การบริโภคจะเริ่มกลับมา ปัญหาซัพพลายน่าจะค่อยผ่อนคลายขึ้น

Fidelity มองว่านโยบายการเงิน เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะธนาคารกลางสหรัฐฯ

Franklin Templeton มองว่าการลงทุนในหุ้นยังมีศักยภาพในการให้ผลตอบแทนที่ดีเทียบกับพันธบัตร แม้ว่าการเติบโตอาจจะช้าลง แต่เป็นการช้าลงเพียงเล็กน้อย การขึ้นดอกเบี้ยเป็นการขึ้นจากระดับที่ต่ำมาก เป็นปีที่คาดหวังผลตอบแทนจากสินทรัพย์ที่รายได้มั่นคง

Goldman Sachs มองว่าสินทรัพย์เสี่ยงอาจจะให้ผลตอบแทนที่ลดลง เงินเฟ้อน่าจะเริ่มชะลอตัวลงในปีนี้ และในระยะยาวจะกลับสู่ในระดับที่เสถียรมากขึ้น

HSBC ระบุความเสี่ยง อาทิ เศรษฐกิจโลกเติบโตผ่านระดับพีคไปแล้ว การกระตุ้นสินเชื่อลดลง การอัดฉีดมาตรการการคลังลดลง ความคาดหวังการเติบโตที่ผ่านมามากเกินไป การประเมินมูลค่าสินทรัพย์จะเปลี่ยนไปจากสภาพคล่องที่ลดลง และยังมีผลกระทบจากเงินเฟ้ออยู่

JPMorgan มองว่าการแพร่ระบาดจะสิ้นสุดในปีนี้ และเศรษฐกิจโลกจะกลับมาเทียบเท่ากับช่วงก่อนเกิดโรคระบาด

Morgan Stanley มองอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกยังดี เงินเฟ้ออยู่ระดับปานกลาง อัตราดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้น ชอบหุ้นยุโรป และญี่ปุ่น ยังไม่ซื้อหุ้นสหรัฐฯ และหุ้นตลาดเกิดใหม่ ถือดอลลาร์แคนาดา และสวิสฟรังก์

นักวิเคราะห์บางรายมองว่า Bitcoin อาจจะไปแตะที่ระดับราคา 100,000 แสนเหรียญดอลลาร์สหรัฐฯ จากการที่อาจจะมีสถาบันการเงินเริ่มเข้ามาสู่ตลาดนี้มากขึ้น และมีฝ่ายที่มองต่าง โดยมองว่า cryptocurrency ยังมีความเสี่ยงจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลาง รวมถึงการควบคุมจากรัฐบาลของประเทศต่างๆ รวมถึงการเก็บภาษี

ในช่องการกรอกยืนภาษี รายได้จากการลงทุนตามมาตรา 40(4) ปรากฎข้อความ ‘ดอกเบี้ย เงินปันผลจากบริษัทต่างประเทศ ประโยชน์ใดๆ จากคริปโทเคอร์เรนซีหรือโทเคนดิจิทัล เงินเพิ่มทุน เงินลดทุน’ โดยมีรายงานจากสำนักข่าวอ้างอิงจากคำสัมภาษณ์อธิบดีกรมสรรพสากร กำหนดว่าถ้ามีกำไรหรือผลตอบแทนจากคริปโทเคอร์เรนซี ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% ของกำไร และต้องยื่นแบบแสดงการเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา หากหลบเลี่ยง จะมีระบบ Data analytics ในการตรวจสอบ และอยู่ระหว่างประสานให้แพลตฟอร์มซื้อขายทำการหักภาษี ณ ที่จ่าย 15% ขณะที่บางแหล่งมองว่าไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นข้อความที่มีมาตั้งแต่ปี 2563 แล้ว แต่ปีนี้มีการปรับข้อความให้เห็นชัดเจนขึ้น

Related Posts